กฎหมายอีเพย์เมนต์ (E-Payment) คืออะไร และเกี่ยวข้องกับใครบ้าง? (บทความโดย PEAK)

หน้าหลัก / ข่าวสาร / กฎหมายอีเพย์เมนต์ (E-Payment) คืออะไร และเกี่ยวข้องกับใครบ้าง? (บทความโดย PEAK)

25 เม.ย. 2562

e-payment , peak โปรแกรมบัญชีออนไลน์ , thailand smart center , tsc , สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย , หอการค้าไทย



เริ่มต้นแล้ว! กฎหมายอีเพย์เมนต์ (E-Payment) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2562

Q: ใครมีหน้าที่ต้องรายงานข้อมูล?

A: 3 กลุ่มที่ต้องรายงานข้อมูลบัญชีของคุณให้กับกรมสรรพากร        

       - กลุ่มที่ 1 ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ        

       - กลุ่มที่ 2 สถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน, ธกส.        

       - กลุ่มที่ 3 ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงิน เช่น Payment Gateway เช่น True Wallet 

---------------------------------------------

Q: ข้อมูลแบบไหนที่จะถูกนำส่ง?

A: ถ้าคุณมีรายการรับฝาก โอนเงินเข้าบัญชี (ไม่นับรายการจ่ายออก) ภายใต้ชื่อบัญชีของคุณเอง หรือบัญชีชื่อคุณร่วมกับผู้อื่น        

       • มีจำนวนรายการรับเงิน > 3,000 รายการใน 1 ปี ไม่ว่าจะมีมูลค่ารวมกันเท่าไหร่ ข้อมูลจะ “ถูกส่ง” ให้กรมสรรพากร        

       • ถ้ามีรายการ < 400 รายการใน 1 ปี ไม่ว่าจะมีมูลค่ารวมกันเท่าไหร่ ข้อมูลจะ "ไม่ถูกส่ง” ให้กรมสรรพากร       

       • ถ้ามีจำนวนรายการมากกว่า 400 รายการ และมูลค่ารวมกันเกิน 2 ล้านบาท ข้อมูลจะ “ถูกส่ง” ให้กรมสรรพากรด้วยเช่นกัน        

       • ถ้ามีจำนวนรายการ 401-3,000 รายการ และมีมูลค่ารวมน้อยกว่า 2 ล้านบาท ข้อมูลจะ "ไม่ถูกส่ง” ให้กรมสรรพากร

       ดังนั้นถ้ารายการน้อยๆ หรือมูลค่าน้อยๆก็สบายใจได้ว่าคุณจะไม่ถูกตรวจสอบ!! แต่คุณอาจจะควรจะกังวลว่าไม่มีเงินใช้มากกว่า

---------------------------------------------

Q: รายการเกิน 3,000 รายการต้องทำอย่างไร?

A: “เงินที่เข้าบัญชี ไม่เท่ากับรายได้” ต่างกับที่หลายสื่อพยายามสร้างความแตกตื่นเพื่อขายข่าว กรมสรรพากรโดยนายปิ่นสาย สุรัสวดี ชี้แจงว่า "การรับโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารนั้นมิได้หมายความว่าเงินจำนวนทั้งหมดต้องนำไปเสียภาษี เนื่องจากในหลายกรณีมิได้เป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี เช่น การคืนเงินกู้ยืม การรับเงินที่ฝากไปทำบุญแทน เป็นต้น โดยกรมสรรพากรจะนำข้อมูล ที่ได้รับไปประมวลผลร่วมกันกับข้อมูลอื่น ๆ เพื่อประกอบการจัดกลุ่มผู้เสียภาษีในการดูแลและให้บริการ ที่เหมาะสมต่อไป"

---------------------------------------------

Q: พ่อค้า แม่ค้าออนไลน์ ทำอย่างไร?

A:

       • วิธีการรับมือ 1 : พ่อค้าแม่ค้าต้อง "แยกบัญชีส่วนตัว ออกจากบัญชีธุรกิจ" เรื่องนี้ไม่ใช้เรื่องเล่นๆ อีกต่อไป เพราะว่าถ้าคุณค้าขายของ แต่บัญชีใช้ปนกันไปหมด ถ้าถูกตรวจสอบจริงๆ จะชี้แจงได้ลำบาก การแยกบัญชีรับจ่ายส่วนตัว กับธุรกิจออกจากกันเป็นวิธีการทำบัญชีเบื้องต้นที่ง่ายที่สุดที่ทุกคนทำได้

       • วิธีการรับมือ 2 : "ทำบัญชีให้ถูกต้อง แน่นอน" ถ้าทำธุรกิจก็ต้องทำบัญชี ถ้าเราทำบัญชีให้ถูกต้อง ครบถ้วน ประโยชน์จะไม่ใช่แค่เรื่องการชี้แจงต่อกรมสรรพากร แต่คือพ่อค้าแม่ค้าเอง สามารถนำข้อมูลบัญชีไปใช้ในการขอสินเชื่อ หรือใช้ในการบริหารได้ ตอนนี้หลายๆ ธนาคารก็สามารถให้สินเชื่อกับธุรกิจ SMEs แม้จะดำเนินธุรกิจในนามบุคคล แต่คุณจำเป็นต้องมีการทำบัญชีให้เหมาะสมด้วย

       • วิธีการรับมือ 3 : "จดบริษัทแยกออกมา" สุดท้าย ถ้าคุณต้องการทำธุรกิจจริงๆจังๆ และต้องการให้ธุรกิจคุณเติบโตไปเป็นแหล่งรายได้ที่คุณสามารถขยายได้ในอนาคต ขอแนะนำให้คุณจดทะเบียนบริษัทแยกออกมา เนื่องจากภาษีเงินได้นิติบุคคล ต่ำกว่าภาษีเงินได้นิติบุคคลมาก ตอนนี้ภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดอยู่ที่ 20% ของกำไร ในขณะที่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดอยู่ที่ 35% ของเงินได้สุทธิ และอีกส่วนที่สำคัญคือนิติบุคคลสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง ตามที่ทำบัญชี (โดยทั่วไป เสียภาษีจากกำไร ที่คิดเป็น 10-20% ของรายได้) ในขณะที่เงินได้บุคคลธรรมดาหัก ค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% ซึ่งเท่ากับเสียภาษีจากกำไร 40% ของรายได้ ดังนั้นทำในรูปแบบบริษัทคุ้มกว่าในด้านภาษี นี่ยังไม่นับสินเชื่อธุรกิจที่มีอัตราที่ถูกกว่าบุคคลธรรมดาอยู่ด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์





ย้อนกลับ




ข่าวที่เกี่ยวข้อง


กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีสนับสนุนให้ความช่วยเหลือเงินทุน และเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ
อ่านต่อ
เมื่อโลกเปลี่ยน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน การทำธุรกิจจึงต้องปรับให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง... พบ 5 เทรนด์ธุรกิจออนไลน์ที่กำลังมาแรงในขณะนี้
อ่านต่อ
คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2561 และย้อนมองเศรษฐกิจไทยรายอุตสาหกรรมในปี 2560 (ตอนที่ 1)
อ่านต่อ